دعيت للمساهمة في تمويل مشاريع مختلفة مع مؤسسة مسجد دار ايسان. 

 

1.

تبرع بالنقد من مؤسسة مسجد دار الإحسان. صوا تشارانسانيتونج 94 ، بانج أو ، بانغبلاد ، بانكوك

2.

التبرع عن طريق الشيكات المستحقة الدفع مؤسسة دار الإحسان عن طريق تحديد المشروع الذي ترغب في التبرع به

3.

إيداع / تحويل الأموال إلى حساب مؤسسة دار الإحسان. Kasikorn Bank ، فرع Bangplad ، رقم الحساب 073-1-00008-5       

اقرأ المزيد »

คุตบะห์ต้อนรับรอมฎอน  ณ  มัสยิดอันซอริซซุนนะห์

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาในวันอาคิเราะห์ที่เคารพรักทุกท่าน           

ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เราท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชาติมุสลิมในทั่วทุกมุมโลก จะได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะผู้มีเกียรติผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งจะมาเยือน ซึ่งท่านผู้นี้จะแวะมาเยือนเราหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งปี เป็นระยะเวลา 29-30 วัน เป็นผู้ที่จะนำมาซึ่งคุณความดีนานับประการมาสู่พวกเรา อาคันตุกะท่านนี้ มีนามว่า เศามุร่อมาฎอน หรือ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เดือนอันประเสริฐ เป็นฤดูกาลที่พระองค์อัลลอฮฺทรงใช้ให้บ่าวของพระองค์ ถือศีลอดในเดือนนี้ ดังที่อัลลอตรัสไว้ในซูเราะห์ อัลบะเกาะเราะห์ อายะห์ที่ 183

قال  تعالى : ((يَا أََيّهَا الذِيْنَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذَيْنَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُوْنَ)) البقرة/183

ความว่า   โอ้บรรดาผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่สูเจ้าทั้งหลาย เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนสูเจ้า เพื่อว่าสูเจ้าจะได้รับความตักวายำเกรง และในซุนนะห์ของท่านร่อซูลลุลลอฮฺ  ซึ่งมีฮะดีษที่บันทึกโดยอิหม่ามอะหมัด ที่รายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะห์  ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

قاَلَ صلى الله عليه وسلم ((آتَاكُمْ رَمَضَانُ شَهْرٌ مُبَارَكٌ فُرِضَ عَلَيْكُمْ صِيَامُهُ)) رواه أحمد

ความว่า     เดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนอันมหาประเสริฐได้มาหาพวกท่าน การถือศีลอดในเดือนนี้ได้ถูกบัญญัติให้แก่พวกท่าน           

ดังนั้นเพื่อเป็นการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่จะมาเยือนเราในเวลาอันใกล้นี้ เราผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม มุอฺมิน ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จำเป็นจะต้องน้อมรับ ด้วยการตระเตรียมร่างกาย และจิตใจ ด้วยการปฏิบัติอิบาดะห์ประเภทต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ให้เต็มความสามารถให้สมกับการมาเยือนของแขกพิเศษท่านนี้           

ฉะนั้นในเดือนรอมฎอนนี้เองจึงเปรียบเสมือน ฤดูแห่งการแข่งขันกันทำคุณงามความดี ฤดูแห่งการเพาะปลูกเพื่อไปเก็บเกี่ยวผลบุญในโลกอาคิเราะห์ของบรรดามุอฺมินีน เป็นเดือนที่มีอยู่คืนหนึ่งดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน เป็นเดือนแห่งการเพิ่มพูนคุณความดี เป็นเดือนที่การตอบแทนของคุณความดีไม่มีใครคณานับได้ เป็นเดือนที่ถูกปกคลุมไปด้วยความเอ็นดูเมตตา จากอัลลอฮฺตะอาลา เป็นเดือนแห่งการอดทน เป็นเดือนแห่งการลบล้างความผิด เป็นเดือนแห่ง    

การอบรม (ขัดเกลา) จิตใจ เป็นเดือนแห่งการสำนึกผิดและการกลับเนื้อกลับตัว เป็นเดือนแห่งความรักใคร่ เป็นเดือนแห่งการศึกษาอัลกุรอาน เป็นเดือนที่ในระยะสิบวันแรกจะได้รับความเอ็นดูเมตตา สิบวันกลางจะได้รับการอภัยโทษจากความผิด และสิบวันสุดท้ายของเดือนนี้จะได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากไฟนรก            

ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ของทุกๆ ปี เราจะพบว่าพี่น้องมุสลิมของเรา ขะมักเขม้นในการปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎูชนิดต่างๆ เช่น การร่วมกันละหมาดญะมาอะห์ 5 เวลา โดยพร้อมเพรียงกันที่มัสยิด อีกทั้งยังขมีขมัน ขยันขันแข็งในปฏิบัติสิ่งที่เป็นซุนนะห์ต่างๆ เช่น การทำศ่อดาเกาะห์ การอ่านอัลกุรอ่านพร้อมทั้งศึกษาความหมาย การละหมาด   ตะรอเวียฮฺ

ในคุตบะห์วันนี้ ใคร่ขอนำเสนอกิจกรรมที่ถูกใช้ให้ปฏิบัติเฉพาะในเดือนนี้ นั่นก็คือ การละหมาดตะรอเวียฮฺ

عَنْ عُرْوَةَ رَضِى الله : أَنّ عاَئِشَةَ رَضِي الله عَنْهَا أَخْبَرَتْهًُ: أَنَّ رَسُوْلَ الله صلى الله عليه وسلم، خَرَجَ لَيْلَةً مِنْ جَوْفِ اللَّيْلِ فَصَلَّى فِيْ المَسْجِدِ وَصَلّى رِجَالٌ بِصَلاتِهِ، فَأَصْبَحَ النَّاسُ فَتَحَدَثُوْا، فَاجْتَمَعَ أَكْثَرُ مِنْهُمْ فَصَلُّواْ مَعَهُ،  فَاصْبَحَ النَّاسُ فَتَحَدَّثُوْا  فَكَثُرَ أَهْلُ المَسْجِدِ مِنْ اللَّيْلِ الثاَّلِثَةِ، فَخَرَجَ رَسُوْلُ الله صلى الله عليه وسلم فَصَلَّى، فَصَلُّوا بِصَلاَتِهِ، فَلَمَّا كاَنَتِ اللَّيْلَةِ الرَّابِعَةِ عَجَزَ الْمَسْجِدُ عَنْ أَهْلِهِ حَتَى خَرَجَ لِصَلاَةِ الصُّبْحِ، فَلَمَّا قَضى الفَجْرَ أَقْبَلَ عَلَى النَّاسِ فَتَشَهَّدَ ثُمَّ قَالَ: ((أَمَّا بَعْدُ، فَإِنَّهُ لَمْ يَخْفَ عَلَىَّ مَكَانَهُمْ، وَلكِنَِيْ خَشِيْتُ أَنْ تُفْرِضَ عَلَيْكُمْ فَتَعْجِزُوْا عَنْهَا)) فَتُوُفِّيَ رَسُوْلُ الله وَالأَمْرُ عَلَى ذلِكَ.  (رواه اليخاري)

ความว่า มีรายงานจากท่านอุรวะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านหญิงอาอิชะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้บอกกับท่านว่า “แท้จริงท่านร่อซูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกไปในกลางดึกแล้วไปละหมาดในมัสยิดและได้มีพวกผู้ชายมาละหมาดตามท่าน ครั้นรุ่งเช้าประชาชนต่างโจทย์ขานกัน จึงมีผู้คนมารวมกันและละหมาดกับท่านมากขึ้น พอรุ่งขึ้นอีกวัน ประชาชนต่างโจทย์ขานกันต่อไป ข้างมัสยิดจึงเพิ่มมากขึ้นอีกในคืนที่สาม แล้วท่านร่อซูลลุลลอฮฺก็ออกไปแล้วได้ละหมาด เหล่าประชาชนก็ได้ละหมาดร่วมกับท่าน ครั้นถึงคืนที่สี่ ปรากฏว่าที่มัสยิดนั้นมีมหาชนแน่นขนัดจนไม่สามารถจุคนละหมาดได้ ซึ่งในที่สุดท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   ได้มาออกเอาเมื่อเวลาละหมาดศุบฮฺ  และเมื่อท่านละหมาดฟัจริเสร็จแล้ว  ท่านก็ได้กล่าวชะฮาดะห์ แล้วก็ปราศรัยขึ้นว่า أَمَّا بَعْدُ،      การปรากฏตนของพวกท่าน ณ. ที่มัสยิดนั้นไม่เป็นที่ซ่อนเร้นแก่ฉันหรอก แต่ทว่าฉันเกรงไปว่า การละหมาดนี้จะถูกบัญญัติให้แก่พวกท่าน แล้วพวกท่านก็จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติกันได้” ครั้นเมื่อท่านร่อซูลได้สิ้นชีวิตไป การณ์นี้ก็ยังคงเป็นอยู่เช่นนี้                                                (บันทึกโดย อิหม่ามบุคคอรีย์)           

  

ท่านพี่น้องที่เคารพ จากฮะดีษข้างต้นนี้ เราพอจะได้ทราบว่าเป็นอุปนิสัยของศอฮาบะห์ในการที่จะปฏิบัติคุณความดี และกระตือรือร้นในสิ่งที่ท่านนบีวางแนวทางเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพราะ พวกเขาเหล่านั้นได้มอบชีวิตจิตใจให้อยู่ภายใต้พระประสงค์ของอัลลอฮฺตะอาลา จึงจำเป็นต่อเราผู้เป็นมุอฺมินจะต้องพยายามฝึกตนให้บรรลุถึง ให้สมกับการที่เราให้คำมั่นสัญญาที่ได้กล่าวในทุกๆ เวลาละหมาดไว้ว่า......إِنَّ صَلاَتَيْ وَنُسُكِيْ وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِيْ للهِ رَبِّ العَالَمِيْنَ، لاَ شَرِيْكَ لَهُ وَبِذلِكَ أُمِرْتُ وَأَنَا مِنَ المُسْلِمِيْنَ.

ความว่า   แท้จริงการละหมาดของข้าพระองค์ และการอิบาดะห์ของข้าพระองค์ การเป็นและการตายของข้าพระองค์ เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก ไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์ท่าน และด้วยประการเช่นนี้ ข้าพระองค์ถูกใช้ไว้ และข้าพระองค์เป็นมุสลิมผู้มอบกายผู้หนึ่ง           

ดังนั้น คราใดที่ความรักของบ่าวที่มีต่อพระเจ้าของเขาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ความรักอันนี้ก็จะแสดงออกมาในรูปของการทำอิบาดะห์ และแสวงความใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ เขาจะปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎูด้วยความนอบน้อม ด้วยความประณีตเรียบร้อย และสมัครใจปฏิบัติสิ่งที่เป็นซุนนะห์ ด้วยความรักและภักดี   เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอิหม่าม อัลบุคอรีย์ ได้รายงานฮะดีษกุดซีย์ จากท่านอบีฮุรอยเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุไว้ มีความว่า           

“และไม่มีสิ่งใดที่เป็นที่รักยิ่งแก่ข้า ในอันที่บ่าวผู้หนึ่งผู้ใดจะแสวงหาความใกล้ชิดต่อข้าได้ดีเลิศไปกว่า สิ่งที่ข้าได้บัญญัติให้เป็นฟัรฎูแก่เขา และตราบใดที่บ่าวของข้าแสวงหาความใกล้ชิดต่อข้า ด้วยการปฏิบัติสิ่งที่เป็นซุนนะห์แล้วไซร้ ข้าก็จะรัก จะโปรดเขา ฉะนั้นเมื่อข้าโปรดเขาแล้ว ข้าก็จะเป็นหูของเขา ให้เขาได้รับฟัง เป็นตาให้เขาใช้มอง เป็นมือให้เขาหยิบฉวย เป็นเท้าให้เขาใช้เดิน และถ้าหากเขาขอต่อข้าแล้ว แน่นอนข้าจะต้องให้เขา”           

ท่านพี่น้องที่เคารพรัก ก่อนที่จะกล่าวถึงการละหมาดตะรอเวียฮฺนี้ ใคร่ที่ขอกล่าวถึง ความสำคัญและผลบุญของการละหมาดกลางคืนโดยทั่วไป ซึ่งทั้งในอัลกุรอ่านและฮะดีษมากมาย ที่สนับสนุนให้มุสลิมขวนขวายกระทำกัน และตำหนิผู้ที่ละเลยไม่ให้ความสนใจ เพราะในบรรดาสิ่งที่เป็นซุนนะห์แล้ว นับว่าการละหมาดกลางคืนเป็นความสำคัญอยู่ในอันดับสูงสุด ทั้งนี้ก็เพราะ ละหมาดกลางคืนนั้น ชี้บ่งถึงการมีความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ) ต่ออัลลอฮฺ ห่างไกลจากการโอ้อวด หรือหวังคำชมเชยและชื่อเสียง แสดงถึงการเสียสละอย่างสูงที่ยอมลุกจากที่นอนอันแสนสบายในยามที่ผู้อื่นพากันหลับใหล           

ในความประเสริฐของการละหมาดดึกนี้ ท่านร่อซูลลุลลอฮฺ ได้รับสั่งไว้มีใจความว่า           

“ความประเสริฐของการละหมาดกลางคืนเหนือละหมาดกลางวันนั้น ประดุจดังความประเสริฐของการทำทานโดยปกปิด ที่มีเหนือการทำทานโดยเปิดเผย”                                     (บันทึกโดย อัฏฏอบรอนีย์)           

ครับท่านพี่น้อง ช่วงเวลาของการละหมาดดึก ขณะที่ผู้ละหมาด ละหมาดด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ มันเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความสิริมงคล เขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าของเขาโดยลำพัง มีโอกาสได้พูดเจรจากับพระผู้เป็นเจ้า มีโอกาสได้ขอบคุณในความกรุณาของพระองค์ที่ได้ทุ่มเทให้พวกเขาในขณะที่โลกกำลังตกอยู่ในความหลับสนิท ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กำลังครอบคลุมอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ส่วนตัวเขากำลังเคาะประตูเข้ามาหาพระเจ้า ขณะที่ผู้อื่นพากันนอนหลับ มันช่วงเป็นเวลาอันมหาประเสริฐ คนที่อับโชคเท่านั้นที่ไม่รู้จักคุณค่าของมัน   อายะห์กุรอ่านมากมาย และฮะดีษของท่านร่อซูลอีกมากมาย ได้ชี้แนะหนทางไปสู่ประตูที่กว้างใหญ่ แห่งความกรุณาของพระองค์  ดังในซูเราะห์อัลอิสรอฮฺ อายะห์ที่ 79 อัลลอฮฺตรัสไว้ว่าقال تعالى : ((وَمِنَ اللَّيْلِ فَتَهَجَّدْ بِهِ نَافِلَةً لَكَ..........)) الإسراء/79

ความว่า   และส่วนหนึ่งจากกลางคืน สูเจ้าพึงกระทำการละหมาดตะฮัจญุดไว้เป็นสิ่งเพิ่มสำหรับสูเจ้าเถิดและในซุนนะห์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิซัลลาม กล่าวว่า           

ครั้งแรกที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาถึงเมืองมะดีนะห์ ประชาชานต่างก็รีบรุดไปดูท่าน และฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่ไปหาท่าน เมื่อฉันพินิจพิจารณาดูใบหน้าของท่าน และดูท่าทีของท่าน ฉันก็ได้ทราบว่า ใบหน้าของท่าน หาใช่เป็นใบหน้าที่กล่าวเท็จได้เลย            อับดุลลอฮฺ อิบนิซัลลาม ได้กล่าวต่อไปว่า สิ่งแรกที่ฉันได้ยินจากคำพูดของท่านก็คือ ท่านได้กล่าวว่าقال صلى الله عليه وسلم : ((أَيُّهَا الناَّسُ أَفْشُوْا السَّلاَمَ وَأَطْعِمُوْا الصِّياَمَ وَصَلُّوْا بِالْلَيْلِ وَالنَّاسُ نِيَامٌ تَدْخُلُ الْجَنَّةَ بِسَلاَمٍ))  رواه الترمذي

ความว่า   โอ้มหาชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงให้แพร่กระจายไปซึ่งการให้สลามกันและกัน ท่านทั้งหลายพึงให้อาหารกัน ท่านทั้งหลายพึงละหมาดกลางคืน ในขณะที่ผู้คนต่างหลับนอนกันเถิด แล้วท่านทั้งหลายจะได้เข้าสวรรค์อย่างสะดวกสะบาย (บันทึกโดย ติรมีซีย์)

ท่านพี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน           

ยังมีอายะห์อัลกุรอ่าน กับฮะดีษอีกเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการละหมาดกลางคืน ที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สนับสนุน ชักชวนให้มุสลิม ขวนขวาย หาโอกาสแสวงหาผลบุญใส่ตน เตรียมไว้เป็นเสบียงเพื่อปัดเป่าภาวะขับขันและทุกข์ร้อนในวันกิยามะห์ เป็นเรื่องที่มุสลิมเมื่อทราบถึงความสำคัญแล้วไม่ควรที่จะละเลยกัน ไม่ควรเป็นบุคคลที่ปิดกั้นตนเองจากความดีงาม ไม่ควรปล่อยให้ตัวเขาตกอยู่ในอุบายของชัยฎอน ที่จะคอยยับยั้งเขามิให้รำลึกถึงอัลลอฮฺ และในที่สุด เขาก็ต้องพลาดรางวัลอันยิ่งใหญ่ของการละหมาดดึกไปในที่สุด           

ดังนั้นในเมื่อการละหมาดกลางคืน เป็นยอดแห่งการละหมาดซุนนะห์ต่างๆ การละหมาดตะรอเวียฮฺในเดือนรอมฎอน จึงเป็นสุดยอดแห่งการละหมาดที่เป็นซุนนะห์ทั้งหลายทั้งปวง           

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัซัลลัมได้กล่าวรับรอง ผลบุญของการละหมาดตะรอเวียฮฺไว้ว่าقال صلى الله عليه وسلم : ((مَنْ قَامَ رَمَضَانَ إِيْماَناً وَاحْتِسَاباً غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ))  متفق عليه

ความว่า  ผู้ใดที่ดำรงการละหมาดตะรอเวียฮฺรอมฎอนไว้ด้วยความศรัทธา และหวังในผลตอบแทนแล้ว บาปกรรม ของเขาแต่เก่าก่อนนั้น จะได้รับการอภัยโทษให้  (บันทึกโดย บุคคอรีและมุสลิม) 


การละหมาดตะรอเวียฮฺ  เป็นซุนนะฮ  สำหรับทั้งชาย และหญิง    การละหมาดตะรอเวียฮฺ   ในค่ำคืนเดือนรอมฎอนด้วยความอีมานและเชื่อมั่นและหวังในความโปรดปรานและความตอบแทนนั้นจะทำให้หัวใจผ่องใส  ทำให้ดวงใจบริสุทธิ์ผุดผ่องจะช่วยให้วิญญาณแห่งการอีมานเข้มแข็ง   สามารถที่จะขจัดความมืดมัวที่รายล้อมตนให้จางหายไป  จิตใจได้รับความชุ่มชื่น  เบิกบาน               

การละหมาดตะรอเวียฮเป็นซุนนะฮ มุอักกะดะห์ ชอบให้ละหมาดเป็นญะมาอะห์ร่วมกันที่มัสยิด    ท่านร่อซูลได้บัญญัติการละหมาดตะรอเวียฮฺให้แก่มุสลิม เพื่ออุมมะห์ของท่าน  จะได้รับผลบุญแห่งการละหมาดกลางคืนซึ่งผลบุญอันนี้จะเป็นสื่อแห่งการอภัยโทษและยกระดับฐานะให้สูงขึ้น  มุอมินที่ได้ถือศีลอดในเวลากลางวันของเดือนรอมฎอนกับการละหมาดตะรอเวียห์รวมอยู่ในตัวของเขาแล้ว  ก็นับว่าเขาเป็นผู้ที่ประสบกับโชคดีมหาศาล ทั้งนี้เพราะเขาสามารถรวบรวมความดีงามอย่างสมบูรณ์ได้ในตัวเขาแล้ว  กล่าวคือการถือศีลอดจะเป็นการอบรมจิตใจและฝึกฝนกิริยามารยาทให้สมบูรณ์  ส่วนการละหมาดซึ่งเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในอันที่จะทำให้เขารำลึกนึกถึงอัลลอฮอยู่เสมอ  นั่นก็จะเป็นเครื่องระงับตัวของเขาให้พ้นจากสิ่งลามกและชั่วร้ายต่างๆ                                                                                       

จบคุฏบะห์ที่ 1ท่านพี่น้องที่เคารพรัก   

ปกติท่านร่อซูล ศ็ฮลลัลลอฮูอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ให้ความสนใจและเอาใจใส่ในการปฏิบัติละหมาดดึกในค่ำคืนของเดือนรอมฎอนอย่างยิ่งยวด  โดยเฉพาะในสิบคืนหลังของเดือน ค่าของการละหมาดดึกเป็นอิบาดะห์  ที่จะช่วยให้ตราชูแห่งความดี ณ ที่อัลลอฮฺ มีน้ำหนักทวีเพิ่มยิ่งขึ้น  และจะช่วยยกระดับและฐานะของผู้ละหมาดให้สูงส่งอีกด้วย    ตามฮะดีษของอุรวะห์  ที่ได้นำเสนอในข้างต้นนั้น   ท่านหญิงอาอีชะห์ได้เล่าเรื่อง  การบัญญัติละหมาดตะรอเวียะฮฺให้อุรวะห์ฟัง    ท่านหญิงอาอีชะห์    ได้เล่าว่า“ในยามดึกแห่งค่ำคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอนท่านร่อซูลได้ออกจากบ้านไปยังมัสยิดและได้ละหมาด บรรดาศอฮาบะห์เห็นท่านละหมาดจึงได้เข้าไปละหมาดตามซึ่งท่านก็ปล่อยให้บรรดาศอฮาบะห์ละหมาดตาม  ท่านมิได้คัดค้านแต่ประการใด 

ครั้นวันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาประชาชนต่างโจทย์ขานเล่าสู่กันฟังในสิ่งที่พวกเขาได้ร่วมปฏิบัติกับท่านร่อซูล        เมื่อคืนที่แล้วดังนั้นในคืนถัดมาประชาชนจึงพากันมาชุมนุมมากขึ้น  เพื่อหวังได้มีโอกาสได้ร่วมละหมาดกับท่านร่อซูลลุลอฮ  ซึ่งท่านก็ได้ออกมาละหมาดในเวลากลางดึก และประชาชนได้ร่วมละหมาดกับท่านสมปรารถนาโดยที่มีความอิ่มเอิบ ในรสชาดแห่งการละหมาดตามท่านนบี  เป็นที่ซาบซึ้งแก่บรรดาศ่อฮาบะห์ผู้มาร่วมละหมาดเป็นอย่างมาก    ดังนั้นข่าวคราวการละหมาดในคืนนี้จึงได้แพร่สะพัดไปในหมู่ผู้คนต่อๆ ไป   ดังนั้นในคืนที่สามประชาชนต่างมาชุมนุมร่วมกันละหมาดมากขึ้นกว่าสองคืนที่แล้วมา ในมัสยิดและบริเวณนอกมัสยิดนั้นเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน  ซึ่งต่างก็มุ่งหวังที่จะได้ลิ้มรสแห่งการอิบาดะห์ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญภายใต้การนำของท่านร่อซูลุลลอฮ  ซึ่งท่านได้ออกมานำละหมาดเหมือนอย่างสองคืนที่ผ่านมาดังนั้นเมื่อคืนที่สี่ได้มาถึงปรากฏว่ามัสยิดนั้นได้แคบไปเสียแล้ว ผู้คนพากันมารอคอย        ละหมาดกันอย่างเนืองแน่น จนมัสยิดไม่พอที่จะรับคนมาละหมาดทุกคนต่างมุ่งหวังที่จะได้ร่วมละหมาดกับท่านนบี ทุกคนใคร่ที่จะฟังอัลกุรอ่านที่ท่านนบีอ่าน ใคร่ที่จะทบทวนอัลกุรอ่านที่เขาจดจำไว้  ผู้คนต่างมารอคอยการปรากฏตัวของท่านนบี ด้วยใจที่จดจ่อ  แต่ท่านนบีก็มิได้ออกมา  ดังที่ทุกคนตั้งใจเอาไว้  ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปท่าน ได้มาปรากฏตัวในตอนใกล้รุ่งเช้า  เพื่อมาละหมาดศุบฮฺ   เมื่อท่านละหมาดเสร็จ  ท่านก็ได้ยืนปราศรัยพร้อมทั่งรับสั่งแก่มหาชน   ณ ที่นั้นท่านได้กล่าวชะฮาดะห์  แล้วกล่าวต่อไปว่า   أَمَّا بَعْدُ : فَإِنَّهُ لَمْ يَخْفَ عَلَىَّ مَكَانَهُمْ، وَلكِنَِيْ خَشِيْتُ أَنْ تُفْرِضَ عَلَيْكُمْ فَتَعْجِزُوْا عَنْهَا.

ความว่า “การปรากฏตนของพวกท่านทั้งหลาย เมื่อคืนนี้มันมิได้เป็นที่ซ่อนเร้นสำหรับฉันหรอก  แต่ฉันเกรงว่ามันจะถูกบัญญัติให้เป็นฟัรฏูเหนือพวกท่านแล้วพวกจะไม่สามารถกระทำกันได้”

ท่านพี่น้องที่เคารพ    

นบียุรเราะห์มะห์ (หรือ นบีแห่งความเมตตา) สมดังที่อัลกุรอ่านได้ยืนยันไว้قال تعالى : ((وَمَا  أَرْسَلْنَاكَ إِلاَّ رَحْمَةً لِلعَالَمِيْنَ)) الأنبياء/107

ความว่า  “และเรามิได้แต่งตั้งสูเจ้ามาเพื่ออื่นใด    นอกจากเพื่อเป็นเมตตาสำหรับสากลโลก”           

ท่านนบีไม่ประสงค์ที่จะให้ประชาชาติของท่านต้องได้รับความยากลำบากใจ ท่านไม่ประสงค์ให้การละหมาดกลางคืน เป็นสิ่งบังคับสำหรับมุสลิมเพราะถ้าหากการละหมาดตะรอเวียฮฺ ต้องถูกบัญญัติเป็นฟัรฏูเหนืออุมมะห์แล้วก็จะเป็นการอึดอัดแก่ประชาชาติของท่าน  เพราะมิสามารถที่จะปฏิบัติได้ทั่วทุกตัวบุคคล               

ด้วยเหตุผลอันนี้ท่านร่อซูลจึงมิได้ออกมานำศ่อฮาบะห์ในค่ำคืนดังกล่าว  เพราะสงสารศ่อฮาบะห์  เกรงว่าท่านจะได้รับความลำบากดังกล่าว   ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในซูเราะห์อัล – ฮัจย อายะห์ที่ 78 ว่าقاَلَ تعالى : ((وَمَا جَعَلَ عَلَيْكُمْ فِيْ الدِّيْنِ مِنْ حَرَجٍ)) الحج/78

ความว่า  “และพระองค์มิได้ทรงประสงค์ให้ความยุ่งยากใดๆ  ต่อสูเจ้าในเรื่องของศาสนา”

เรื่องราวของการละหมาดตะรอเวียฮฺ  เป็นตะรอเวียฮฺในสมัยของท่านร่อซูล  ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  การณ์นี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพเช่นเดิม   กล่าวคือ ต่างคนต่างกระทำกันที่บ้าน หรือ กระจายทำกันบ้างที่มัสยิดในสมัยของค่อลีฟะห์ อบูบักร ผ่านไปต้นสมัยของค่อลีฟะห์ อุมัร ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม แล้วค่ำคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน  ท่านอับดุรเราะห์มาน อิบนุ อับดุลกอรียฺ ได้เล่าว่า “ฉันได้ออกไปกับท่านอุมัร อิบนิลคอตต๊อบ ยังมัสยิดในค่ำคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน ขณะนั้นประชาชนกระจัดกระจายกันละหมาดเป็นหมู่ๆ บ้างก็ละหมาดตามลำพัง บ้างก็นำเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย” ท่านอุมัรจึงปรารภขึ้นว่า“ฉันเห็นว่าถ้าได้รวมบุคคลเหล่านี้ให้ละหมาดโดยมีอิหม่ามเพียงคนเดียวจะเป็นการดียิ่ง” แล้วท่านก็ตกลงใจให้ อุบัย อิบนุ กะอฺบ เป็นอิหม่ามนำมะมูมทั้งหมดละหมาด และอีกรายงานหนึ่ง ท่านได้ให้ ท่านตะมีม อัดดารีย์ เป็น อิหม่ามนำผู้หญิงละหมาด  ท่านอับดุลเราะหมาน เล่าต่อไปว่า  ต่อมาฉันได้ออกไปกับท่านอุมัรอีกในค่ำคืนหนึ่งในขณะที่ประชาชนกำลังละหมาดตะรอเวียฮฺ โดยมีอิหม่ามนำละหมาดคนเดียว (เป็นที่น่าสังเกตุว่า ท่านอุมัรมิได้ร่วมละหมาดด้วย) ทั้งนี้เพราะ ท่านปฏิบัติละหมาดกลางคืนมาตั้งแต่สมัยท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่แล้ว ท่านอุมัร เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้แล้ว ก็กล่าวขึ้นว่า  “มันเป็นสิ่งใหม่ที่งดงามจริงๆ เช่นนี้ ละหมาดที่นอนเสียก่อนจะประเสริฐกว่าละหมาดที่ทำเลยทีเดียว ท่านหมายถึง ละหมาดดึกหลังเที่ยงคืน และปรากฏว่าประชาชนละหมาดตะรอเวียฮฺกันแต่หัวค่ำ”  ท่านอบูฮะนีฟะห์ ได้ถูกถามถึงการกระทำของท่านอุมัรนี้ว่า ท่านมีความเห็นอย่างไร?(ท่านตอบว่า)  การละหมาดตะรอเวียฮฺ เป็นซุนนะห์มุอักกะดะห์ ท่านอุมัรมิได้ประดิษฐ์คิดทำขึ้นเองตามความคิดของท่าน ท่านมิได้บัญชาให้กระทำ นอกจากท่านได้อาศัยหลักฐานเดิมที่ท่านรู้ท่านเห็นอยู่ และได้จากเจตนารมณ์เดิมของท่านร่อซลลุลลอฮฺ  ด้วยประการเช่นนี้ การละหมาดตะรอเวียฮฺ รวมกันทำเป็นญะมาอะห์ที่มัสยิดก็ได้ถือปฏิบัติกันตลอดมา นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ท่านพี่น้องที่เคารพ               

เกี่ยวกับการละหมาดตะรอเวียฮฺนี้ ท่านร่อซูลได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบฉบับ   ท่านขมักเขม้นทำด้วยความประณีตเรียบร้อย  ปฏิบัติด้วยความสมัครใจ  หวังในความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเป็นที่ตั้ง               

ฉะนั้นความสำคัญและผลบุญของการละหมาดตะรอเวียฮฺนั้นมหาศาล ดังที่ทราบกันแล้วพระองค์จะทรงอภัยโทษในบาปกรรมต่างๆ ที่แล้วมาให้ทั้งหมดแก่ผู้ที่ละหมาดตะรอเวียห์ในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน  ที่ปฏิบัติด้วยความศรัทธามั่นและหวังในผลบุญดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น               

ดังนั้นในโอกาสที่รอมฎอน  กำลังจะคืบคลานมาหาเราในระยะอันใกล้นี้  ขอให้เราและท่านทั้งหลายเตรียมกายและใจ ประกอบอิบาดะห์ที่เป็นฟัรฏูและซุนนะฮฺ   ขอให้การละหมาดตะรอเวียฮฺของเราเป็นการปฏิบัติด้วยความอิคลาศแด่อัลลอฮฺเพียงองค์เดียว  ขอให้เป็นการละหมาดที่ห่างไกลจากการโอ้อวดเป็นการละหมาดที่เพียบพร้อมไปด้วยความนอบน้อม  

เป็นการกระทำโดยสมัครใจหวังในความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ  เป็นการละหมาดที่ขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์สามารถขจัดโรคร้ายต่างที่เกาะกินหัวใจให้หมดสิ้นไป               

ขอให้ผลของการละหมาดจงได้ประจักษ์ให้เห็นในรูปของการร่ามมือร่ามใจช่วยกันเสริมสร้าง  และจรรโลงศาสนาและสังคมให้พัฒนาและก้าวหน้าต่อไป                                         

อามีน ยาร็อบบัลอาละมีน


ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.al-islahsamakom.org
 

อบรมภาคฤดูร้อน
แจกทุนให้กับผู้สูงอายุ และผู้พิการ
โครงการคลีนิกวันเสาร์
« มกราคม 2020 »
อา พฤ
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031
* สีแดง คือ วันที่มีกิจกรรม
 
  
Copyrights © 2009 www.darulihsanthailand.com All Rights Reserved.